วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

ความเป็นมาของเครื่องจักสานไทย

ความเป็นมาของเครื่องจักสานไทย
การทำเครื่องจักสานในประเทศไทย มีการทำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์นักโบราณคดีได้พบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการทำเครื่องจักสานในยุคหินใหม่ที่บริเวณถ้ำแห่งหนึ่งในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่เป็นลายขัดสองเส้นประมาณว่ามีอายุราว 4,000 ปีมาแล้ว

การทำเครื่องจักสานยุคแรก ๆ มนุษย์จะนำวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่าที่จะหาได้ใกล้ตัวมาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำใบไม้ กิ่งไม้ ต้นไม้ประเภทเถานำมาสานมาขัดเป็นรูปทรงง่ายๆ เพื่อใช้เป็นภาชนะหรือมาสานขัดกันเป็นแผ่นเพื่อใช้สำหรับปูรองนั่ง รองนอน ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นเครื่องจักสานที่มีความประณีตในยุคต่อๆ มา เครื่องจักสานเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มนุษย์คิดวิธีการต่างๆ ขึ้นเพื่อใช้สร้างเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันด้วยวิธีการสอดขัดและสานกันของวัสดุ
ที่เป็นเส้นเป็นริ้ว โดยสร้างรูปทรงของสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นนั้นตามความประสงค์ในการใช้สอยตามสภาพภูมิศาสตร์ ประสานกับขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อศาสนาและวัสดุในท้องถิ่นนั้นๆ

การเรียกเครื่องจักสานว่า “จักสาน” นั้น เป็นคำที่เรียกขึ้นตามวิธีการที่ทำให้เกิดเครื่องจักสาน เพราะเครื่องจักสานต่างๆ จะสำเร็จเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ได้นั้นต้องผ่านกระบวนการ ดังนี้

1. การจัก คือการนำวัสดุมาทำให้เป็นเส้น เป็นแฉก หรือเป็นริ้วเพื่อความสะดวกในการสาน ลักษณะของการจักโดยทั่วไปนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของวัสดุแต่ละชนิดซึ่งจะมีวิธีการเฉพาะที่แตกต่างกันไป หรือบางครั้งการจักไม้ไผ่หรือหวายมักจะเรียกว่า “ตอก” ซึ่งการจักถือได้ว่าเป็นขั้นตอนของการเตรียมวัสดุในการทำเครื่องจักสานขั้นแรก

2. การสาน เป็นกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่นำวัสดุธรรมชาติมาทำประโยชน์โดยใช้ความคิดและฝีมือมนุษย์เป็นหลัก การสานลวดลายจะสานลายใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้สอย ซึ่งมีด้วยกัน 3 วิธี คือ
- การสานด้วยวิธีสอดขัด
- การสานด้วยวิธีการสอดขัดด้วยเส้นทแยง
- การสานด้วยวิธีขดเป็นวง

3. การถัก เป็นกระบวนการประกอบที่ช่วยให้การทำครื่องจักสานสมบูรณ์ การถักเครื่องจักสาน เช่น การถักขอบของภาชนะจักสานไม้ไผ่ การถักหูภาชนะ เป็นต้น การถักส่วนมากจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างภายนอก เช่น ขอบ ขา ปาก ก้น ของเครื่องจักสาน และเป็นการเพิ่มความสวยงามไปด้วย

มูลเหตุที่ทำให้เกิดเครื่องจักสานที่สำคัญ 3 ประการดังนี้

1. มูลเหตุจากความจำเป็นในการดำรงชีวิต การดำรงชีวิตในชนบทจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน ที่สามารถผลิตได้เองมาช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย โดยเฉพาะผู้มีอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ตามหน้าที่ใช้สอยดังนี้


1.1 เครื่องจักสานที่ใช้ในการบริโภค ได้แก่ ซ้าหวด กระติ๊บ แอบข้าว หวดนึ่งข้าวเหนียว ก่องข้าว กระชอน กระด้ง ฯลฯ
1.2 เครื่องจักสานที่ใช้เป็นภาชนะ ได้แก่ กระบุง กระจาด ซ้ากระทาย กระบาย กะโล่ กระด้ง ชะลอม ฯลฯ
1.3 เครื่องจักสานที่ใช้เป็นเครื่องตวง ได้แก่ กระออม กระชุ กระบุง สัด ฯลฯ
1.4 เครื่องจักสานที่ใช้เป็นเครื่องเรือนและเครื่องปูลาด ได้แก่ เสื่อต่าง ๆ
1.5 เครื่องจักสานที่ใช้ป้องกันแดดฝน ได้แก่ หมวก กุ๊บ งอบ ฯลฯ
1.6 เครื่องจักสานที่ใช้ในการดักจับสัตว์ ได้แก่ ลอบ ไซ อีจู้ ชะนาง จั่น ฯลฯ
1.7 เครื่องจักสานที่ใช้เกี่ยวกับความเชื่อ ประเพณีและศาสนา ได้แก่ ก่องข้าวขวัญ ซ้าสำหรับใส่พาน สลาก ฯลฯ

2. มูลเหตุที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติตามสภาพภูมิศาสตร์ เพราะชาวไทยส่วนใหญ่มีอาชีพทางเกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องทำมาหากินกันตามสภาพสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิศาสตร์ของท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้นการทำเครือ่งจักสานที่เห็นได้ชัด คือ เครื่องมือเครื่องใช้ในการจับปลาและสัตว์น้ำจืด ได้แก่ ลอบ ไซ ชะนาง โดยทำด้วยไม้ไผ่และหวาย ซึ่งรูปแบบและโครงสร้างจะสร้างขึ้นให้เหมาะสมกับการใช้สอย และครุ ใช้สำหรับตีข้าวของทางภาคเหนือ เป็นต้น

3. มูลเหตุที่เกิดจากความเชื่อ ขบธรรมเนียมประเพณี และศาสนา เครื่องจักสานจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นจากผลของความเชื่อของท้องถิ่น ซึ่งจะเห็นได้จากการสานเสื่อปาหนันเพื่อใช้ในการแต่งงานของภาคใต้ เป็นต้น

นอกจากข้อมูลอันสำคัญทั้ง 3 ประการแล้ว ปัจจุบันพบว่าในหลายท้องถิ่น เครื่องจักสานได้กลายมาเป็นอาชีพรองจากการทำไร่ ทำนา เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้พิเศษในช่วงต่อไป

วัสดุที่ใช้ทำเครื่องจักสาน

1. ไม้ไผ่ เป็นไม้ที่ใช้ทำเครื่องจักสานมากมายหลายชนิด มีลักษณะเป็นไม้ปล้อง เป็นข้อ มีหนาม และแขนงมาก เมื่อแก่จะมีสีเหลือง โดยจะนำส่วนลำต้นมาใช้จักเป็นตอกสำหรับสานเป็นภาชนะต่างๆ

2. กก เป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นในที่ชื้นและมีขึ้นทั่วไป เช่น ในนา ริมหนอง บึง และที่น้ำท่วมแฉะ ลำต้นกลมหรือสามเหลี่ยม มีทั้งชนิดลำต้นใหญ่ยาว และลำต้นเล็กและสั้น ส่วนมากนำมาทอเสื่อมากกว่านำมาสานโดยตรง

3. แหย่ง มีลักษณะคล้ายไม้ไผ่แต่อ่อนนุ่มกว่า ไม่มีข้อ แข็งกว่าหวายใช้ได้ทนกว่ากก ชอบขึ้นตามที่แฉะ มีผิวเหลืองสวย ใช้สานเสื่อ ทำฝาบ้าน เป็นต้น

4. หวาย จะขึ้นในป่าเป็นกอๆ ส่วนมากจะใช้ประกอบเครื่องจักสานอื่นๆ แต่ก็มีการนำหวายมาทำเครื่องจักสานโดยตรงหลายอย่าง เช่น ตะกร้าหิ้ว ถาดผลไม้ เป็นต้น

5. ใบตาลและใบลาน ลำต้นสูงคล้ายมะพร้าว ใบเป็นแผงใหญ่คล้ายพัด จะนำมาทำเครื่องจักสานโดยจักในออกเป็นเส้นคล้ายเส้นตอก แต่ต้องใช้ใบอ่อน ส่วนใหญ่จะใช้สานหมวกและงอบ

6. ก้านมะพร้าว ใช้ก้านกลางใบของมะพร้าว เหลาใบออกให้เหลือแต่ก้าน แล้วนำมาสานเช่นเดียวกับตอก ส่วนมากสานเป็นตะกร้า กระจาดผลไม้เล็กๆ

7. ย่านลิเภา มีลักษณะเป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง มีขนาดเท่าหลอดกาแฟ ขึ้นตามภูเขา เทือกเขา และป่าละเมาะ ในการใช้ต้องนำลำต้นมาลอกเอาแต่เปลือกแล้วจักเป็นเส้นๆ ย่านลิเภาส่วนใหญ่จะนำมาสานเป็นลาย เชี่ยนหมาก พาน เป็นต้น

8. กระจูด เป็นพันธุ์ไม้ตระกูลเดียวกับกก ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ลักษณะลำต้นเป็นต้นกลมๆ ขนาดนิ้วก้อย ก่อนนำมาสานจะต้องนำลำต้นมาผึ่งแดดแล้วทุบให้แบนคล้ายเส้นตอกก่อน แล้วจึงสาน

9. เตยทะเล เป็นต้นไม้จำพวกหนึ่งใบยาวคล้ายใบสับปะรดหรือใบลำเจียก ขึ้นตามชายทะเล ใบมีหนาม ก่อนนำมาสานต้องจักเอาหนามริมใบออกแล้วย่างไฟ แช่น้ำ แล้วจึงจักเป็นเส้นตอก

10. ลำเจียก หรือปาหนัน เป็นต้นไม้จำพวกเดียวกับเตย

11. คล้า เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายต้นข่า หรือกก มีผิวเหนียว ใช้สานภาชนะเช่นเดียวกับหวายและไม้ไผ่

หัตถกรรมไม้ไผ่

หัตถกรรมไม้ไผ่(อ.หนองหิน)

ประวัติความเป็นมา
หัตถกรรมไม้ไผ่ (กระบอกออมสินไม้ไผ่) ถือว่าเป็นปัจจัยสร้างรายได้อีกส่วนหนึ่งของคนในชุมชนบ้านผางาม กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หัตถกรรมไม้ไผ่ เกิดจากการที่ชาวบ้านงาม ได้มีโอกาสศึกษาดูงานโครงการบ้านเล็ก ในป่าใหญ่ ศูนย์ศิลปะชีพผานาง-ผาเกิ้ง ซึ่งต่อมา ได้ดัดแปลง พัฒนารูปแบบ กระปุกออมสิน เป็นขนาดต่างๆ เมื่อเกิดความชำนาญในการจัดทำ เกิดประสบการณ์จากการส่งเสริมสนับสนุนจากภาคีต่างๆชาวบ้านจึงได้พัฒนาลวดลายใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ๒๕๔๑ มีการส่งผลิตภัณฑ์เข้ารับการจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP และเข้าร่วมการคัดสรร สุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP เรื่อยมา 
ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ เจ้าหน้าพัฒนาชุมชนได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันดำเนินงาน ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่ว
เมื่อเกิดความชำนาญในการจัดทำ ชาวบ้านจึงได้พัฒนาลวดลายใหม่ๆเพิ่มขึ้น มีความประณีต สวยงาม เป็นที่ต้องตา ต้องใจ แก่ผู้พบเห็นจนเกิดการสั่งจองครั้งละมากๆ และได้มี การส่งเสริมสนับสนุนจากภาคีต่างๆ ได้กลายเป็นสินค้าที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ที่มั่นคงให้กับชาวบ้านหลายครัวเรือน และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ หน่วยงาน ธ.ก.ส. เห็นว่าชาวบ้านไม่มีทุนสำหรับดำเนินงาน จึงให้แบ่งกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน กลุ่มละประมาณ ๑๐-๒๐ คน จำนวน ๕ กลุ่ม เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก ธ.ก.ส. กลุ่มละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในการส่งเสริมอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง


อัตลักษณ์(เอกลักษณ์)/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์





ความสัมพันธ์กับชุมชน


การทำหัตถกรรมไม้ไผ่ (กระปุกออมสินไม้ไผ่) มีความสำคัญกับคนในชุมชนบ้านผางามเป็นอย่างมาก จึงเป็นแรงบันดานใจให้เกิดกลุ่มขึ้นจนกลายมาเป็นสินค้า ทำรายได้ให้กับคนในชุมชน กระปุกออมสินไม้ไผ่ เป็นงานฝีมือของคนในชุมชนบ้านผางามอย่างแท้จริง โดยได้สืบทอดสู่เยาวชนรุ่นต่อไป

กระบวนการผลิต


วัตถุดิบและส่วนประกอบ


๑. ไม้ไผ่ (ไผ่ซาง)
๒. เลื่อยตัด
๓. เครื่องเจีย 
๔. กาวลาเท็กซ์
๕. ไม้อัด 
๖. แล็กเกอร์/กาแลนท์


ขั้นตอนการผลิต


ในกระบวนการผลิตการทอเสื่อกก จะแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอนที่สำคัญมีดังนี้
๑. ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบ
- นำไม้ไผ่มาตัดเป็นท่อนๆ ตากแดดให้แห้ง
- นำเอาท่อนไผ่มาเจียผิวออกให้เรียบ ผึ่งแดดให้แห้งอีกครั้ง
- นำไม้อัดมาตัดให้ได้ขนาด
๒. ขั้นตอนการประกอบ
- เอาท่อนไผ่ที่เจียผิวเรียบแล้วมาวาดภาพเขียนข้อความ
- นำท่อนไผ่ที่วาดภาพเขียนข้อความแล้วมาดิดไม้อัด ตัดตกแต่งขัดให้เรียบ
- นำไปลงแล็กเกอร์/กาแลนท์ ผึ่งในร่มให้แห้ง


เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต



อยากให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสวยงามก็ต้องเริ่มจากการขัดเจียผิวให้เรียบ ลงแล็กเกอร์/กาแลนท์ ๒-๓ ครั้ง แล้วก็จะได้ผลิตภัณฑ์ที่เงางาม

หัตถกรรมจากไม้ไผ่


หัตถกรรมจากไม้ไผ่


          ไม้ไผ่ พืชธรรมชาติหลากชนิดที่ขึ้นอยู่กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ป่าทั่วประเทศ นำมาซึ่งประโยชน์ใช้สอยได้ในทุกส่วน ทั้งหน่อ ราก ลำต้นและใบ ก่อให้เกิดความผูกพันกับวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบันจากการเรียนรู้คุณสมบัติจากพืชใกล้ตัว สนองประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน
บ้างใช้สร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย บ้างผลิตเป็นภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยในครัวเรือน บ้างนำมาทำเป็นเครื่องดนตรีนานาชนิด อาทิ ระนาด ขลุ่ย อังกะลุง บ้างนำมาเหลาเป็นอาวุธ คันธนู ลูกศร คันกระสุน หรือแค่ปาดปลายให้แหลมเรียวก็เพียงพอที่จะมีไว้ใช้การ หากลำไหน ขนาดและน้ำหนักเหมาะถนัดมือ อาจนำมาทำเป็นไม้กระบอง หรือ ตะพดช่วยพยุงยามชรา
ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติที่ดีของไม้ไผ่ ที่มีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ประกอบมีเนื้อเป็นเสี้ยนยาวตลอดลำจึงทำให้มีเนื้อเหนียวไม่หักง่ายและมีแรงดีดคืนตัว เมื่อนำลำต้นมาจักตอกเป็นเส้นๆ ดัดโค้งขึ้นรูปตามความต้องการ เพื่อสานเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ประเภทต่างๆ สามารถรับแรงดึง และแรงกดได้ดีโดยไม่แตก หรือหักง่าย
คุณสมบัติพิเศษเช่นนี้และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำให้เป็นที่นิยมนำมาทำเครื่องจักสานกันแพร่หลายและใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไปที่สุด ในรูปแบบของภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระบุง ตะกร้า กระจาด กระติ๊บ พ้อม รวมถึงเครื่องมือสำหรับ ดัก จับ ขัง สัตว์น้ำจำพวก ไซ ข้อง กระชัง สุ่ม ฯลฯ

          ภูมิปัญญาอันเกิดจากการเรียนรู้ชีวิตเกี่ยวโยงกับธรรมชาติ ท้องที่และคนในชุมชน ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่อุดมไปด้วยไม้ไผ่มากมายในอดีตตามความหมายเดิม “หมู่บ้านในป่าทึบ” จากการพึ่งพาตนเองโดยใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น และวัตถุดิบที่หาได้ง่าย นำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักสานสำหรับใช้สอยในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อให้กับอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

          นางปราณี มูลผลา ประธานกลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 กล่าวว่าเดิมตนเป็นผู้รับเครื่องจักสานจากชาวบ้านมาจำหน่ายอีกต่อหนึ่งกระทั่ง มีการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อจัดตั้ง “กลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1 “ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในปี 2544 จำนวนสมาชิก 45 คนเพื่อผลิต ผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่าง ๆ เอาไว้จำหน่ายเป็นรายได้ให้แก่สมาชิกใน ชุมชนที่ 1 ได้รับการคัดสรร สินค้าสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ 2549 ประเภทผลิตภัณฑ์ ของใช้ ของประดับตกแต่ง และของที่ระลึก ระดับ 4 ดาว

          “ผลผลิตแต่เดิมจะเป็นงานที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในการดำรงชีพของชาวบ้าน เช่น ไซ สุ่ม กระบุง ตะกร้า เพราะมีป่าไผ่มาก และคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำนา หาปลา จึงมีการนำไม้ไผ่ที่หาได้ในละแวกบ้าน ตัดเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ในการจับสัตว์น้ำ เช่น ไซ ข้อง ตุ้ม ลอบ ไว้ใช้ช้อน กุ้ง หอย ปู ปลา และผลิตเพื่อจำหน่ายเพิ่มรายได้

          กระทั่งพัฒนามาเป็นฝาชีครอบกับข้าว ซึ่งได้รับความนิยมจากคนทั่วไปและมีการจำหน่ายกันแพร่หลายมากขึ้น ที่เห็นวางขายกันทั่วไปส่วนใหญ่นำจากอำเภอพนัสนิคมไปจำหน่ายต่อทั้งนั้น

          ไม้ไผ่ที่นำมาทำจักสานนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของเครื่องใช้ที่ต้องการจะผลิตออกมาใช้สอย นำมาจากหลายพื้น อาทิ จากเขาเขียว ปราจีนบุรี และจันทบุรี ซึ่งแต่เดิมจะเป็นไม้ไผ่ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ตำบลพนม บ่อขาว และบ้านซ่อง ประเภทไม้ไผ่บ้าน และไม้สีสุกปล้องสั้น แต่ต่อมาจำนวนไม้ไผ่ได้ลดน้อยลงมากจนต้องซื้อจากจังหวัดอื่น

          งานจักสานเป็นงานฝีมือที่อาศัยเรียนรู้จากการสืบทอดกันภายในครอบครัว จากปู่ ย่า ตา ยาย สอนลูกหลานให้ได้รู้วิธีการจักสาน อาทิ ให้ช่วยผ่าไม้ไผ่ จักตอก และหัดสาน เล็กๆ น้อยๆ จนเกิดความชำนาญ แต่คนรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยสนใจงานประเภทนี้มากนัก ส่วนใหญ่ไปทำงานโรงงานกันหมด

          เทศบาลเมืองพนัสนิคมจึงคิดจัดงาน ประเพณี “บุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม” ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2537 เพื่ออนุรักษ์ให้ประชาชนรุ่นหลังได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ในงานบุญกลางบ้านและเครื่องจักสาน ซึ่งเป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านานของชาวอำเภอพนัสนิคม โดย ชาวบ้านจะนำอาหารมาร่วมกันทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้พระภูมิเจ้าที่เจ้ากรรมนายเวร ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อขับไล่สิ่งเลวร้าย ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของสัปดาห์แรกเดือนพฤษภาคม หรือเดือน 6 ของไทย

          “กลุ่มผู้ผลิตทั้ง 7 ชุมชนต่างร่วมกันส่งผลงานสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จักสานที่ใหญ่ที่สุดเข้าประกวดกันทุกปี เมื่อเสร็จงานไม่รู้จะไปเก็บไว้ไหนก็รวบรวมมาอยู่ที่นี่ ค่อยๆสะสมมาเรื่อยๆ และปรับแต่งบ้านไทยโบราณ เป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องจักสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ 3 ไร่ โดยมีเทศบาลเมืองพนัสนิคม สนับสนุนเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สาธิตการจักสาน ซึ่งเข้าชมฟรีทุกวัน ในเวลาราชการ”

          ปัจจุบันกลุ่มผู้เข้ามาเยี่ยมชม ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ กลุ่มแม่บ้าน คณะครู เท่านั้น ซึ่งหาก “ศูนย์เครื่องจักสานใหญ่ที่สุดในโลก” ได้รับการบรรจุไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับเครื่องจักสานขนาดใหญ่ นานาชนิด ไม่เพียงแต่เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเพิ่มโอกาสขยายตลาดระดับชุมชนให้นักท่องเที่ยวคนทั่วไปได้รู้จัก และมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มาแหล่งผลิตสร้างรายได้ให้คนในชุมชน


ที่มา https://thailandhandmadebuu.wordpress.com/คลังข้อมูล/หัตถกรรมภาคตะวันออก

งานหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่

          งานหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ หมวกกุยเล้ย
          ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ เป็นหัตถกรรมดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเลือกสรรและนำเอาวัสดุที่มีอยู่ใกล้ตัวมาใช้ประโยชน์ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบที่สอดคล้องกับความต้องการใช้สอย
ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งมีวัตถุดิบตามธรรมชาติ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการจักสานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกระบุง กระพ้อมใส่ข้าว หมวกใส่กันแดด แม้กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง ก็จะสานสุ่ม ลอบ ไซ ไว้ดักจับสัตว์น้ำ นับเป็นการดำรงชีวิตที่เหมาะสมกลมกลืนกับสภาพสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ อีกทั้งมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการจักสาน ให้เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังตลอดมา
          ตำบลปากน้ำ เป็นชุมชนหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีการสืบทอดการผลิตผลิตภัณฑ์ทางหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง คือ หมวกกุยเล้ย โดยนำเอาวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการผลิต
สืบต่อกันมายาวนานกว่า ๖๐ ปี นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจ ด้วยสามารถสร้างรายได้จนเป็นอาชีพให้กับท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง
ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้านของชุมชนตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรานี้ แสดงถึงวัฒนธรรมที่ควรศึกษาและอนุรักษ์ไว้ และชี้ให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงอยู่ของภูมิปัญญาในปัจจุบันว่า เสี่ยงต่อการสูญหายหรือสามารถคงอยู่ได้ ด้วยเหตุปัจจัยองค์ประกอบใด เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ ส่งเสริม หรือ ศึกษาวิจัยในโอกาสต่อไป

          อาชีพจักสานหมวกกุยเล้ย เป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นของชุมชนตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มายาวนาน โดยเริ่มจากชาวจีนอพยพที่เข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่แถวเกาะลัดในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้นำความรู้และถ่ายทอดกระบวนการผลิตให้กับคนท้องถิ่นอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งใช้วิธีการบอกเล่า ให้สังเกตและฝึกปฏิบัติ โดยมีสถาบันครอบครัวเป็นหลักในการสืบทอด
ต่อมามีหน่วยงานราชการได้แก่ โรงเรียนและพัฒนาชมชนเข้ามาสนับสนุนชาวบ้านตามนโยบายรัฐบาล ที่เน้นและต้องการฟื้นฟูเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมการจักสานหมวกกุยเล้ยเป็นอาชีพเสริมของชุมชน หลังว่างจากการทำนา ทำสวน เลี้ยงกุ้ง ทำให้หมวกกุยเล้ยได้พัฒนามาเป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ประเภทเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่ง ระดับ ๔ ดาวของจังหวัดฉะเชิงเทรา
ปัจจุบันงานหัตถกรรมจักสานหมวกกุยเล้ยของชุมชนปากน้ำ มีแนวโน้มที่เสี่ยงต่อการสูญหายไปในอนาคต เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคในการผลิตที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากที่อื่น ปัญหาด้านการตลาดที่รองรับผลิตภัณฑ์มีน้อย ปัญหาแรงงานมีจำนวนลดลง เพราะคนในชุมชนหันไปประกอบอาชีพทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีค่าตอบแทนดีกว่า และปัญหาของผลิตภัณฑ์ที่ขาดการประยุกต์และออกแบบให้ตรงกับความต้องการทางการตลาด ปัจจัยของปัญหาเหล่านี้ ทำให้มองเห็นถึงแนวโน้มที่เสี่ยงต่อการสูญหายได้ หากไม่ได้รับการแก้ไข


          พื้นฐานการดำเนินชีวิตและการถ่ายทอดหัตถกรรมพื้นบ้านในการผลิตหมวกกุยเล้ยของตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรานี้ อาศัยรากฐานความรู้ของชาวบ้าน และความรู้ที่มีการสืบทอดต่อๆ กันมา เป็นระยะเวลานานจนก่อเกิดเป็นองค์ความรู้และนำองค์ความรู้นั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิตที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และเกิดเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือนิยมเรียกกันในปัจจุบันว่า
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งได้รับความนิยมและเป็นที่น่าสนใจ
สภาพเศรษฐกิจของชุมชนตำบลปากน้ำ ส่วนใหญ่ทำนา ทำสวน อาชีพรองลงมาคือการสานหมวกกุยเล้ย โดยมีจุดประสงค์พื้นฐาน เพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวันคือ ใส่คลุมศีรษะขณะทำนาหรือทำสวน ต่อมาเมื่อเป็นที่นิยมจึงผลิตจำหน่ายเป็นอาชีพ
โดยปกติการผลิตหมวกกุยเล้ยในช่วงแรกก็อาศัยวัตถุดิบที่หาได้ในบริเวณชุมชน แต่ปัจจุบันไม้ไผ่ที่จะนำมาผลิตมีปริมาณลดลงและหาได้ยาก จึงต้องอาศัยนำเข้าจากแหล่งวัตถุดิบอื่น คือ ซื้อจากอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ส่วนใบไผ่ก็ซื้อจากจังหวัดปราจีนบุรี นอกนั้นยังพอหาได้ในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นต้นคล้า กระดาษถุงปุ๋ย หรือกระดาษถุงอาหารกุ้ง ปัญหาด้านวัตถุดิบที่ต้องซื้อทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าไม้ไผ่ และค่าใบไผ่ แต่ราคาหมวกที่ขายหรือส่งไม่ได้ปรับขึ้นตามราคาต้นทุนทำให้หลายครอบครัวเลิกสานหมวกขาย และหันไปประกอบอาชีพเสริมรายได้ทางอื่น เช่น เย็บกระเป๋าส่งโรงงาน ซึ่งมีรายได้ดีกว่า
จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งหาทางอนุรักษ์ พัฒนาหรือส่งเสริมให้หัตถกรรมเครื่องจักสานหมวกกุยเล้ย ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนตำบลปากน้ำนี้ ให้คงอยู่จากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะหัตถกรรมหมวกกุยเล้ยนี้เป็นภูมิปัญญาที่ได้จากการถ่ายทอด การสังเกตเรียนรู้ การศึกษาธรรมชาติโดยนำเอาวัตถุดิบพื้นบ้านมาทำเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจนทำให้เกิดเป็นอาชีพ เกิดการพึ่งพาตนเอง และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตจนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนของตำบลและของจังหวัดซึ่งคุณค่าในภูมิปัญญานี้สะท้อนและบ่งบอกถึงประโยชน์ด้านการใช้สอย ประวัติความเป็นมา ศิลปะและวัฒนธรรม ทำให้เกิดความรักความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและไม่ละทิ้งท้องถิ่นของตนให้เห็นได้เสมอมา


          เกษตรกรในตำบลปากน้ำส่วนใหญ่ มักจะมีอุปกรณ์กันแดดกันฝนที่เรียกว่า “หมวกกุยเล้ย” ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากหมวกของคนไทย ที่เรียกว่า “งอบ” ที่ใช้กันโดยทั่วไป
กุยเล้ย เป็นคำที่เรียกหมวกแบบจีน บางทีก็อาจเรียกว่า “โก่ยโล้ย กุ่ยเละ หรือ หมวกเจ๊ก” ซึ่งชื่อเรียกทั้งหมดนี้หมายถึงหมวกชนิดเดียวกันที่มีลักษณะทรงกรวยหัวแหลมมีปีกกว้างกลม นิยมใส่เพื่อใช้ป้องกันแดดกันฝน ซึ่งในอดีตคนจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากกินในพื้นที่แถบนี้ อาชีพหลักคือ การทำสวนทำไร่ ได้นำเอาวัฒนธรรมการใช้หมวกกุยเล้ยนี้เข้ามาด้วย และได้ถ่ายทอดวิธีการผลิตแก่คนในท้องถิ่น จนมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย คุ้นเคย และยอมรับกันว่า หมวกเจ๊กนี้คือ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนจีนต้นตำรับ และคนไทยได้รับสืบทอดมาเป็นมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเวลายาวนานกว่า ๖๐ ปี จนหมวกกุยเล้ยของตำบลนี้เคยได้รับรางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์หัตกรรมพื้นบ้าน ของกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ มาแล้ว
หมวกกุยเล้ย จะประกอบด้วยวัสดุต่างๆ โดยมีไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก นอกนั้นจะประกอบด้วยใบไผ่ กระดาษถุงสีน้ำตาล ต้นคล้าหรือหวาย ขนาดของหมวกมี ๓ ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๗.๕, ๑๖.๕, และ ๑๔.๕ นิ้ว ขนาดที่นิยมทั่วไปคือขนาดกลาง ส่วนหมวกที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษจะมีขนาดจิ๋ว ส่วนใหญ่จะใช้เป็นของที่ระลึก ซึ่งจะสานก็ต่อเมื่อมีผู้สนใจมาสั่งทำเป็นพิเศษ
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสานหมวกกุยเล้ยของชาวปากน้ำ อำเภอบางคล้านี้ จะใช้ไม้ไผ่นวล ใบไผ่ตง หวายหรือต้นคล้า และกระดาษถุงปูน ถุงปุ๋ย หรือถุงใส่อาหารกุ้ง ส่วนอุปกรณ์ก็ได้แก่ มีดผ่าไม้ กรรไกร และขันใส่น้ำ เป็นต้น และมีขั้นตอนการผลิตโดยทั่วไปดังนี้
๑. นำไม้ไผ่นวลที่มีลำปล้องยาว มาจักเป็นเส้นตอกให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ
๒. นำเส้นตอกที่จักแล้วมาสานเป็นโครงฝาหมวกด้านนอกและโครงฝาหมวกด้านใน ซึ่งจะ
สานโครงฝาหมวกด้านนอกก่อนด้วยการขึ้นโครงบนหุ่น และใช้ตอกเส้นเล็กมาใช้ในการสานเพื่อให้ดูแล้วรู้สึกว่างานมีความละเอียดประณีต โดยเริ่มจากส่วนแหลมปลายยอดของหมวกก่อน แล้วสานต่อลงมาเป็นตัวหมวก จากนั้นสานแผ่กลมออกไปเป็นปีกหมวก
๓. สานโครงฝาใน ด้วยวิธีการและขั้นตอนเช่นเดียวกับการสานโครงฝาด้านนอก แต่จะใช้เส้น
ตอกที่ใหญ่กว่า สานตาห่างกว่า ดูหยาบกว่า แต่แข็งแรงต่อการใช้งาน
๔. ตัดกระดาษถุงสีน้ำตาลให้เป็นเส้นแถบกว้างๆ แช่น้ำพร้อมใบไผ่ตง
๕. นำฝาโครงหมวกด้านนอก วางหงายลงในกระถาง แล้วนำเส้นแถบกระดาษถุงที่แช่น้ำจน
อ่อนตัว ปิดกรุลงบนโครงฝาหมวกจนรอบไร้ช่องรูโหว่ จากนั้นก็นำเอาใบไผ่ตงปิดทับลงบนกระดาษอีกชั้นหนึ่ง
๖. นำฝาโครงหมวกด้านใน วางหงายประกบซ้อนทับบนชั้นใบไผ่ แล้วร้อยตอกยึดโครงฝา
หมวกทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน บริเวณยอดแหลมปลายหมวก
๗. นำเอาหมวกที่ได้มาเข้าขอบ โดยใช้เส้นตอกมาถักให้รอบ
๘. เก็บยอดหมวก โดยนำใบไผ่ ๒ ใบ วางไขว้แล้วพับงอเป็นรูปกรวยสวมครอบส่วนแหลม
ยอดหมวก จากนั้นใช้เส้นตอกผิวต้นคล้าหรือหวายมาถักคลุมอีกชั้นหนึ่ง เป็นการเก็บรายละเอียดส่วนยอดหมวก
๙. ทาน้ำมันยางทั้งด้านนอกและด้านในให้ทั่ว เพื่อเคลือบผิววัสดุให้มีความคงทนและสวยงาม
๑๐. ผึ่งให้แห้ง จากนั้นเก็บเพื่อนำไปจำหน่ายหรือใช้งานในโอกาสต่อไป

          ผู้ประกอบการสานหมวกกุยเล้ยในชุมชนปากน้ำ ซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่ ๖ บ้านหินตั้ง และหมู่ที่ ๘ บ้านไร่ ของตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรานั้นมี นางสาธุ วงศ์พระราม, นางรักไทย สุขะ, นางสลับ นพพะ, นางประดับ เกลี้ยงเกลา, นางกานดา พรมมี, นายบุญคุ้ม นพพะ, นางซียเฮียง แซ่ตั้น, นางวินิจ บังเจริญ, นางโกสุม ชนะรอด และนางมณฑา กล้องเจริญ เป็นต้น


          หมวกกุยเล้ย ผลิตภัณฑ์จักสานพื้นบ้านชุมชนตำบลปากน้ำ มีจุดกำเนิดของวัฒนธรรมจากประเทศจีน แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยตามการอพยพของพวกคนจีน และนำเอาองค์ความรู้ด้านหัตถกรรมการสานหมวกนี้เข้ามาด้วย เพื่อทำขึ้นใช้สอยกันในครอบครัว และด้วยความสนใจของคนไทยในท้องถิ่นของชุมชน อีกทั้งความเอื้ออารีย์ที่มีต่อกัน ความรู้นี้จึงได้ถูกถ่ายทอดและสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นความกลมกลืนกันของวัฒนธรรมต่างชนชาติ แม้รูปแบบของหมวกยังจะยังคงดำรงเอกลักษณ์ของความเป็นจีน ที่เห็นได้จากคำเรียกชื่อหมวกกุยเล้ย หรือจากการยอมรับว่าเป็นหมวกเจ๊ก แต่กลายเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นคนไทยในตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ช่วยสืบสานอนุรักษ์อารยธรรมทางภูมิปัญญานี้ไว้ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
หมวกกุยเล้ย จึงอาจนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ผู้เข้ามาอาศัยมอบเป็นของขวัญตอบแทนเจ้าของบ้านเจ้าของแผ่นดิน ด้วยการถ่ายทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมนี้ให้สืบทอดและเก็บรักษาไว้จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นรายได้และเป็นอาชีพของชุมชน แต่น่าเสียดายที่การสร้างค่านิยมให้เกิดแก่ชุมชนโดยส่งเสริมภูมิปัญญานี้ แปรค่ามาเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ของตำบลจนเป็นอาชีพที่ทำรายได้นั้น ทำให้สารัตถะของหมวกกุยเล้ยถูกมองข้ามเห็นเป็นเพียงสินค้าหรือวัตถุทำรายได้ สร้างอาชีพเท่านั้น
ซึ่งจากการผลิตขึ้นเพื่อใช้สอยกันในครัวเรือนและซื้อขายแลกเปลี่ยนเมื่อเหลือใช้ กลับกลายเป็นอาชีพ เป็นธุรกิจ ที่มีการลงทุนลงแรงเพื่อหวังผลกำไร ทำให้วัตถุดิบในท้องถิ่นถูกใช้ไปอย่างเกินความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง และหมดลงโดยไม่สามารถปลูกชดเชยได้ทันต่อเวลา จนกระทั่งต้องนำเข้าจากต่างถิ่นด้วยการซื้อหรือลงทุน เมื่อตลาดลดลงต้นทุนสูงขึ้นรายได้ไม่คุ้มค่า ทำให้ภูมิปัญญาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนี้ถูกละเลย ไปทำงานโรงงานที่เป็นอาชีพที่มีรายได้มากกว่า แม้โรงงานอาจปิดตัวลงตามสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจนคนในชุมชนอาจหวนกลับมาสานหมวกกุยเล้ยเป็นอาชีพที่รองรับสภาวะว่างงานของคนในชุมชน
แต่ค่านิยมแห่งความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชุมชนจะหลงเหลือในจิตใจผู้สืบสานงานหมวกนี้สักเท่าใด และการปลูกฝังให้เห็นถึงคุณค่าแห่งอารยธรรมทางปัญญาของบรรพชนจะมีบ้างไหม หรือทำได้อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับคนท้องถิ่นพวกแรก ที่ปรารถนาอยากได้ความรู้จากชาวจีนอพยพแถวเกาะลัด
          การถูกยกย่องเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ของตำบล มีจำนวนดาวหรือรางวัลเป็นหลักประกัน คงไม่สามารถเปลี่ยนค่านิยมที่ฝังแน่นว่าผลิตภัณฑ์นี้คือ อาชีพคือรายได้ ให้กลับกลายมาเป็นรักและหวงแหนเพราะนี่คือ ภูมิปัญญาที่มีประวัติความเป็นมา นี่คือเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นี้คือสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของเจ้าของภูมิปัญญาและผู้สืบทอดไปได้ ถ้าตราบใดที่เรายังยึดติดกับวัตถุส่งเสริมการสร้างวัตถุ จนลืมความสำคัญของจิตใจและส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นในใจผู้สานหมวกกุยเล้ย ตราบนั้นเงินรายได้ก็จะมีอิทธิพลคุณค่ามากกว่าการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของท้องถิ่น

การพัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน

          การพัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน DEVELOPMENT OF BAMBOO HANDICRAFT IN ISAAN

          การวิจัยเพื่อพัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัยไว้ 4 ประการ คือ
1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่
2) ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ
สินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน
3) ออกแบบและพัฒนาเตาอบไม้ไผ่ที่เหมาะสมกับงานหัตถกรรม และ
4) กำหนดแนวทางในการ
          ออกแบบและพัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อของผู้ซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่
มากกว่า 1 ครั้งต่อปี สมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ใช้สินค้าส่วนใหญ่คือ คุณแม่ นอกจากนั้น ผู้ที่แนะนำให้ผู้ซื้อซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้
ไผ่มักจะเป็นคนในครอบครัว ปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่ พบว่า ให้ความสำคัญกับปัจจัย
ส่วนประสมทางการตลาด หรือ 4 P’s คือ Product Price Place และ Promotion ตามลำดับ สำหรับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผล
ต่อการตัดสินใจซื้อ พบว่า ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือ มีความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย รองลงมาคือ เป็นค่านิยมของ
สังคมไทย และผลิตภัณฑ์ช่วยสร้างการยอมรับในกลุ่ม เมื่อพิจารณาโดยรวมของปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยด้านการตลาด และปัจจัย
สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่นั้นพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่มากที่สุดคือ
ความมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ( = 3.52) รองลงมาคือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ( = 3.34) และความเหมาะสมของ
ราคาผลิตภัณฑ์และค่านิยมในการใช้สินค้าไทย ( = 3.32) สำหรับการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนางานหัตถกรรม
ไม้ไผ่ในภาคอีสาน ผู้วิจัยได้พิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน ซึ่งพบว่า ส่วนของภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยม
พัฒนางานจากภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอบรมควัน (ร้อยละ 60.61) 2) ส่วนปัจจัยใน
ด้านต่างๆ ที่เกิดจากการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP ในปีพ.ศ. 2544-2551 พบว่า สภาวะเศรษฐกิจมีผลกระทบต่องาน
หัตถกรรมไม้ไผ่อยู่ในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 57.58) นโยบายภาครัฐมีผลกระทบต่องานหัตถกรรมไม้ไผ่อยู่ในระดับมากที่สุด
(ร้อยละ 57.58) การให้ความช่วยเหลือของส่วนราชการส่วนใหญ่ให้ความช่วยเหลือด้านการอบรมให้ความรู้ (ร้อยละ 51.52)
สิ่งที่ส่วนราชการให้ความช่วยเหลือนั้นตรงกับความต้องการ (ร้อยละ 48.48) และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้มาก (ร้อยละ 45.45)
ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องการให้ส่วนราชการช่วยเหลือในด้านการสนับสนุนงบประมาณ (ร้อยละ 66.67) สภาพแวดล้อมในการทำงานมี
ผลต่อการพัฒนางานไม้ไผ่ (ร้อยละ 66.67) หากมีการพัฒนาวัสดุทดแทนผู้ผลิตส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสม (ร้อยละ 87.88)
ผู้ผลิตส่วนใหญ่เห็นว่าผู้ซื้อมีค่านิยมในการใช้ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่เนื่องจากเป็นวัสดุธรรมชาติ (ร้อยละ 100.00) และในส่วนของการ
วิเคราะห์รูปแบบการพัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน พบว่า ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่มีทั้งจุดเด่น จุดด้อย จุดเด่นเห็นว่า
เป็นวัสดุธรรมชาติ (ร้อยละ 60.61) จุดด้อยที่เห็นว่า มีปัญหามอด รา (ร้อยละ 81.82) และข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา
งานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน ผู้ผลิตส่วนใหญ่เห็นว่า ควรศึกษาหาวิธีการแก้ไขปัญหามอด รา (ร้อยละ 51.52) ข้อมูลที่ได้จาก
การศึกษาทั้งหมด ผู้วิจัยได้นำมาเป็นข้อกำหนดเบื้องต้น ในการทดลองออกแบบและสร้างเตาอบรมควันต้นแบบ จำนวน 4 เตาอบ
โดยเตาอบหมายเลข 4 เป็นเตาอบรมควันที่ได้รับการทดสอบแล้วว่า มีความเหมาะสมกับการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตงาน
หัตถกรรมไม้ไผ่ ทั้งงานจักสานและงานเฟอร์นิเจอร์